วาเลนไทน์ก็ยังเดียวดาย ยังไงก็ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันแห่งความรักนี้แล้วกันครับ ใครรักใครก็ขอให้สมหวัง รักกันไปนานๆ แต่สำหรับผมคงต้องรอต่อไป สำหรับคนๆ หนึ่ง

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว วันนี้ว่างๆ ไม่ได้มีโอกาสเอาใจใครคนหนึ่ง เพราะเขาไม่ได้เรียนพิเศษวันเสาร์แล้ว ก็เลยเอาเวลาที่เหลือไปทดสอบรถที่อยากขับทั้ง 2 รุ่นเลย ฉลองความเดียวดาย เพราะวันวาเลนไทน์ดูเหมือนว่าคนโสดแทบจะไม่มีที่ให้ยืนเลย

เริ่มจากไป โชว์รูม Lexus แถวรามอินทรา ไปลองขับ Lexus IS250 ที่อยากจะลองมานานแล้ว วันนี้ที่โชว์รูมมีจัดงานวาเลนไทน์ด้วยครับ ก็เลยดูวุ่นวาย แต่สุดท้ายก็ได้ทดลองขับ IS250 สมใจอยาก แม้ว่าจะเป็นแค่ระยะทางสั้นๆ เพราะว่าวันนี้คิวทดลองขับยาว ก็เลยได้ขับแค่แถวรามอินทรา แถมวันนี้รถก็ติด คนแห่กันไปออกเดท เลยทดสอบสมรรถนะได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่ รถคันที่ได้ทดสอบเป็น IS250 ตัว Premium ที่มี Moonroof และเครื่องเสียง Mark Levinson ซึ่งเป็นตัวท็อปสุด ราคาอยู่แถวๆ 3.4 ล้าน (รุ่นถูกสุด 3 ล้านต้นๆ) ว่าด้วยเรื่องตัวรถ ผมจัดให้ IS คันนี้ ดีที่สุดในคลาส เมื่อเทียบกับ ซีรี่ส์ 3 หรือ C-Class ใหม่ ในเรื่องของการออกแบบ ออพชั่น และความประณีต ซึ่งแน่นอนว่า IS เป็นรถนำเข้า ประกอบในญี่ปุ่นทุกคันโดยช่างฝีมือชั้นครูที่เรียกว่า ทาคุมิ (ไม่ใช่ ทาคุมิ ในการ์ตูน Initial D นะครับ 555) และเข้มงวดเรื่องขั้นตอนการผลิตมากเป็นพิเศษ เรื่องออพชั่น ความคุ้มค่าต่อราคา ก็ถือว่ามากทีเดียว เพราะคู่แข่งจากยุโรปเป็นรถประกอบในประเทศหมดเลย แต่ถ้าซื้อ Lexus เพิ่มเงินอีกนิดได้รถนำเข้า ออพชั่นเพียบ การใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ Layout การวางตำแหน่งอุปกรณ์ ก้านไฟเลี้ยว ฯลฯ ก็เหมือนรถญี่ปุ่นทั่วไป ระบบความปลอดภัย ก็มี Airbag ให้ 8 ลูกเลยครับ

เริ่มขึ้นรถทดสอบ เครื่องยนต์เงียบมาก การเก็บเสียงเงียบที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ตามสไตล์ Lexus ที่ขึ้นชื่อเรื่องนี้ ตัวถังหนาไม่แพ้รถยุโรป พวงมาลัยมี Paddle Shift ทำให้การขับขี่สนุกมากขึ้น แต่เรื่องทัศนวิสัย เอาบ๊วยไปกินเลยครับ แย่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แม้ว่าจะได้กระจกมองข้างบานเท่าฝาบ้านมาช่วยก็ตาม (กระจกมองข้างดูใหญ่กว่าของ C-Class) กระจกหน้าต่างเตี้ย ดูสวยเมื่อมองจากภายนอก แต่พอขับขี่จริงๆ ค่อนข้างสร้างความลำบากใจ แรกๆ ยังมองค่อนข้างยาก และเสาหน้าที่หนาก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ก็เป็นข้อดีตรงที่ทำให้เรามองหน้าคนนั่งข้างๆ ได้บ่อยขึ้น เวลาไปไหนมาไหนกับคนพิเศษ (555+) เพื่อที่จะเหลียวมองดูรถข้างหลังซ้ายได้ง่ายๆ ถ้าหากได้เป็นเจ้าของรถรุ่นนี้จริงๆ ก็น่าจะชินไปเองกับกระจกแบบนี้ แต่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว ถ้าคนที่ไม่เคยขับรถกระจกเตี้ยๆ มาก่อนเลย ก็งานเข้ามากหน่อย แล้วปกติผมก็ไม่เคยขับรถกระจกเตี้ยๆ แบบนี้มาก่อน เลยคิดไปเองว่ายาก และอีกอย่างที่หลอกตาคือสันตัวถังด้านข้าง เวลาขับขี่จริงๆ แรกๆ ก็กะค่อนข้างยากแบบ Volvo เลยทีเดียว

ในแง่ของ การขับขี่ ผมจัดให้อยู่กึ่งกลางระหว่าง Benz กับ BMW ก็คือยังคงมีความนุ่มนวล แต่ก็ติดสปอร์ตเล็กน้อย แต่ก็ไม่เท่า BMW เส้นทางที่ใช้ทดสอบก็วนอยู่แค่แถวๆ รามอินทรา ก็ได้มีโอกาสเล่น Paddle Shift ตอนหลังจากกลับรถหน้าเซ็นทรัล รามอินทรา ตอนใกล้ๆ จะกลับโชว์รูม ได้อารมณ์ไปอีกแบบ เป็นจุดที่ผมชอบจุดหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่น่าจะได้มีโอกาสทดสอบมากกว่านี้ เลยพูดอะไรไม่ได้มากเกี่ยวกับสมรรถนะ แต่ถ้ามองในแง่ของการขับขี่ปกติ ก็ถือว่าดีทีเดียว และเทียบชั้นรถยุโรปได้ ไม่ใช่โตโยต้ากระป๋องอย่างที่หลายคนเคยคิด

รวมๆ ก็ถือว่าประทับใจในแทบทุกเรื่อง แต่คงต้องขอเวลาปรับตัวในเรื่องทัศนวิสัย ไม่งั้นคงจะได้รับรู้ถึงความสนุกในการขับขี่มากกว่านี้ บอกตามตรง ถ้าหากไม่ใช่พวกติดยี่ห้อ และมองหาความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา และสบายใจเวลาซ่อม เล่น IS ไม่ผิดหวัง เผลอๆ ขับแล้วดูเท่กว่าคู่แข่งจากยุโรป เพิ่มเงินอีกนิดแต่ได้อะไรมากกว่าที่คิดไว้มาก เรื่องการซ่อมก็เข้าศูนย์โตโยต้าได้ แต่ถ้าอยู่ในกรุงเทพเข้าศูนย์ Lexus โดยตรงดีกว่า แถม Lexus ยังรับประกันคุณภาพตัวรถให้ถึง 4 ปี ด้วยครับ ดูๆ แล้ว ผมว่า IS250 น่าจะเหมาะสำหรับคนที่เบื่อความจุกจิกของรถยุโรป แต่ก็ยังอยากได้รถที่ดีเหมือนรถยุโรป และต้องการความสนุกในการขับขี่ในระดับหนึ่ง ที่มาพร้อมกับความสบาย ก็ทำให้คนที่จะซื้อซีรี่ส์ 3 ต้องคิดหนักได้เหมือนกัน

ต่อมา พอลอง Lexus เสร็จ ก็ไปลอง BMW 320d ดีเซล ต่อทันที เพราะโชว์รูม BMW เลยไปไม่ไกล แค่ป้ายรถเมล์เดียว วันนี้บรรยากาศโชว์รูม BMW ค่อนข้างวังเวง แต่ก็มี 120d คูเป้ ที่เพิ่งเปิดตัวมาโชว์แล้ว แต่ก็เป็นโอกาสดีที่ได้ทดสอบกันยาวๆ อย่างเต็มสมรรถนะ เพราะได้มีโอกาสทดลองขับถึงทางด่วน รามอินทรา-อาจณรงค์ วิ่งจนเกือบถึงพระราม 9 แล้วย้อนกลับมา ในที่สุดก็ได้มีโอกาสพิสูจน์แล้วว่าแรงอย่างที่คุยไว้หรือไม่ หลังจากที่เก็บความสงสัยมานาน

เรื่องของตัวรถ 320d ตั้งราคาไว้ 2,849,000 บาท แพงกว่า 320i เบนซิน แค่ 49,000 บาท แต่ได้อะไรกลับมามากกว่ากันเยอะ ทั้งความแรง ความประหยัด และออพชั่นที่อัดมาให้มากที่สุดในบรรดาซีรี่ส์ 3 ที่ขายในบ้านเรา มีจอ มี i-Drive พร้อมเซ็นเชอร์กะระยะถอยหลัง ที่แสดงเป็นภาพแถบสีบนหน้าจอได้ด้วย มีที่ต่อ iPod เครื่องเสียงปรับความดังได้ตามรอบเครื่อง ไฟหน้า Bi-Xenon ปัดน้ำฝนและไฟหน้าเปิดอัตโนมัติ คุ้มสุดๆ แต่เรื่องการออกแบบ กับการตกแต่งภายใน อาจจะด้อยกว่า Lexus ในแง่ของความประณีต ก็แล้วแต่รสนิยม แต่ว่า Interface ต่างๆ หลักๆ ก็จะเน้นให้คนขับคุ้นเคยได้ง่าย และถ้าหากเคยขับ BMW มาก่อน บรรยากาศก็ไม่ต่างไปจากรุ่นเก่าๆ มากนัก ทัศนวิสัยก็ใกล้เคียง BMW รุ่นเก่า ผมสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหมือน Lexus ที่ต้องใช้เวลามากในการปรับตัว เรื่องทัศนวิสัยผมคงจัดให้อยู่ในกลุ่มดีที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ถ้าเทียบกับ C-Class แล้ว ผมว่า C-Class จะด้อยกว่าเล็กน้อย และ IS แย่สุด การที่ทัศนวิสัยดูปลอดโปร่ง ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากการที่ห้องโดยสารใช้สีโทนสว่าง แต่ว่ามันก็ขับง่ายจริงๆ ขับสนุกได้เต็มที่ ไม่ต้องพะวงเรื่องกะระยะมากนัก

เรื่อง เครื่องยนต์ แน่นอนว่าต้องเป็นไฮไลต์ ไม่งั้นผมคงไม่เจาะจงที่จะขับ 320d เป็นเครื่องดีเซลเทอร์โบยุคใหม่ ความจุ 2,000 cc 177 แรงม้า แรงบิดมาที่รอบต่ำ 350 นิวตัน-เมตร ที่ประมาณ 1700 รอบต่อนาที เสียงเงียบมาก แม้แต่เวลาเร่งเครื่องก็เงียบ อย่าไปเทียบกับเครื่องคอมมอนเรลในรถกระบะ ที่เงียบก็จริง แต่พอเร่งเครื่องก็ดังอยู่ดี และเรื่องสมรรถนะ ก็ต่างกันอยู่แล้ว อัตราเร่งตามที่โฆษณาไว้ 0-100 km/h ใน 8.0 วินาที ความเร็วสูงสุดตามสเปกประมาณ 225 km/h แต่เคยมีคนอื่นทดสอบแล้วไหลได้อีกมาก อาจแตะๆ 240 แต่ให้ความประหยัดในระดับ 16 กิโลเมตรต่อลิตรเติมไบโอดีเซลได้ แรงแบบหายห่วงเรื่องค่าน้ำมัน

เรื่องการขับขี่ ก็อย่างที่บอก ถ้าเคยขับ BMW มาแล้ว ก็ปรับตัวได้เร็ว แต่ถ้าไม่เคยขับ ก็น่าจะปรับตัวได้ไม่ยาก เพราะไม่มีสันข้างหนาๆ มาหลอกตาแบบ IS250 หรือ Volvo กระจกมองข้างค่อนข้างเล็ก หรือเล็กที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่ก็ยังเพียงพอต่อการมองเห็น กระจกมองหลังฝังเข็มทิศดิจิม่อน เอ๊ย ดิจิตอลมาให้ด้วยครับ แต่มองเห็นทิศค่อนข้างยากเวลาแดดจัดๆ เรื่องสมรรถนะนี่ก็จัดได้ว่าเป็นรถแรงแบบหลังติดเบาะคันหนึ่งเลยทีเดียว เหยียบเป็นมา ไม่ต้องรอ ไม่มีคำว่าอืด มาตามสั่งเลย ทันใจสมกับที่โฆษณาไว้ ติดใจจนเจอที่ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องเหยียบ และยิ่งขึ้นทางด่วน ความสนุกยิ่งบังเกิด และถ้าเล่นเกียร์เองความสนุกจะเพิ่มเป็นกำลังสอง แต่เสียดายไม่มี Paddle Shift แบบ IS250 ถ้ามีจะสุดยอดมากๆ พอผมได้มีโอกาสขึ้นทางด่วน ก็เหยียบไปเลยเต็มที่ รู้ตัวอีกทีความเร็วก็ไปแถวๆ 150-160 แล้ว ซึ่งผมยังไม่เคยขับเร็วขนาดนี้มาก่อน แต่ความรู้สึกก็นิ่งเหมือนขับรถปกติที่ความเร็ว 100 พวงมาลัยปรับน้ำหนักตามความเร็ว พอวิ่งเร็วๆ จะรับรู้ได้เลยว่าพวงมาลัยหนักมากขึ้น แต่ก็ให้ความรู้สึกที่ดี ไม่ต้องกลัวเผลอหักมากเกินไปจนรถอาจเสียการควบคุม ส่วนเกียร์ ก็เล่นได้เหมือนเกียร์ธรรมดา มีให้เล่นได้ 6 สปีด แต่เสียงเครื่องเงียบมากขนาดลากรอบก็ยังไม่ค่อยได้ยิน และเกียร์ตัดลงเองเวลาเหยียบเบรกแล้วลดความเร็ว ขับไปขับมาถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลย หรือถ้ามีคนรู้ใจมานั่งด้วย จะให้บอกเขาว่าเป็นเครื่องดีเซลก็ไม่รู้ว่าจะมีคนเชื่อสักกี่คน ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องดีเซลจะสามารถให้ความแรงได้ถึงขนาดนี้ ในขณะเดียวกันก็ให้ความประหยัดที่ทิ้งห่างเครื่องเบนซินไปมาก แถมปล่อยมลภาวะน้อยกว่า แล้วทำไมจะต้องซื้อเครื่องเบนซิน บอกตรงๆ ว่าผมขับ 320d แล้วติดใจจริงๆ ขับไปขับมา ชอบมากกว่า IS250 จนลืมเรื่องอย่างอื่นไปเลย ถ้าใครได้ลองขับแล้ว รับรองไม่ต้องไปขับยี่ห้ออื่นอีกเลย C-Class ใหม่ ให้ความนิ่งเหมือนกันก็จริง แต่นิ่งแบบว่าขับแล้วน่าเบื่อ ขับไม่สนุก ส่วน IS250 แม้จะมี Paddle Shift แต่สมรรถนะของเครื่องก็ไม่น่าจะเรียกความสนุกได้มากเท่าไหร่ และยิ่งเป็นเครื่องเบนซินใหญ่ๆ เวลาเหยียบก็คงไม่สนุกเท่าไหร่พอเจอค่าน้ำมัน แต่ 320d เหยียบให้ตายยังไง ก็จ่ายน้อยกว่าเบนซิน ส่วนเรื่องช่วงล่าง ก็ถือว่านุ่มแบบติดกระด้างเล็กน้อย ตามสไตล์ BMW แต่ถ้าขับธรรมดา ก็ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่มั่นคงที่ความเร็วสูง

สรุปแล้ว 320d คันนี้ ผมยกให้เป็นที่ 1 ในคลาสเดียวกัน ในแง่ของการขับขี่ในภาพรวม และยังได้อานิสงส์จากความประหยัดของเครื่องดีเซล ถ้าชอบขับรถเอง และขับค่อนข้างเร็ว ต้องการสมรรถนะ ไม่มีคำว่าผิดหวัง ส่วนเรื่องรูปลักษณ์ หน้าตา ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน แต่ยังไงก็ตาม 320d ได้ใจผมไปแล้วเต็มๆ ถ้าให้เลือกระหว่าง IS250,C200,320d ก็คงต้องเป็น 320d แม้ว่าไม่ใช่รถที่สวยที่สุด แต่เรื่องการขับขี่ถือว่าดีที่สุดจนลืมคันอื่นไปได้เลย และพอช่วงมอเตอร์โชว์เดือนเมษา ก้จะมีรุ่นไมเนอร์เชนจ์ออกมา เปลี่ยนไฟหน้า ไฟท้าย กันชนใหม่ และที่สำคัญ ราคาขึ้น แต่หลายๆ คน เห็นรูปแล้วก็ว่าสวยกว่าตัวเดิมที่ขายอยู่ตอนนี้ แต่ถ้าใครจะซื้อตอนนี้ มีการอัดส่วนลดก้นเต็มที่ เพื่อโละสต๊อกเตรียมรับรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ส่วนลดว่ากันเป็นหลักแสน แถมประกันชั้น 1 + ค่าบำรุงรักษาฟรี 5 ปี ก็คุ้มสุดๆ ถ้าใช้ถึง 5 ปี แต่ถ้ามองในระยะยาว ในระดับ 10 ปี ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ทำให้ชะงักได้เหมือนกันในการตัดสินใจซื้อ ก็คงเหมาะกับคนที่จะใช้รถ 5 ปีเปลี่ยน เพราะยังไงรถส่วนใหญ่ก็เริ่มจะเสื่อมหนักหลังจาก 5 ปีไปแล้ว

ขอสรุปรวมเลยแล้วกัน สำหรับการทดสอบรถในกลุ่ม Luxury Compact เพราะผมได้ทดสอบมาหมดแล้วทั้ง 3 รุ่น

-ชอบขับสบายๆ ชิวๆ ดูภูมิฐาน คนส่วนใหญ่ยอมรับ เลือก C-Class

-ชอบแรงๆ ขับมันส์ Feeling ดี เลือก 320d

-ชอบความแตกต่าง อยากเด่น อยากเท่ อยากให้คนมอง หรือมองหารถคุณภาพคับแก้ว แต่ไม่ต้องการจุกจิก เลือก IS250

ขอจัดอันดับเลยแล้วกัน สำหรับในใจผม คงจัดได้ดังนี้

อันดับ 1 BMW 320d

อันดับ 2 Lexus IS250

อันดับ 3 Benz C-Class

อยากให้ท่านผู้อ่านที่เคารพรักได้ไปลองขับเองดู ทั้ง 3 รุ่น เพราะรถที่ผมบอกว่าดีที่สุด อาจไม่ใช่รถที่ดีที่สุดสำหรับคุณ อยู่ที่การใช้งานของและสไตล์การขับขี่ของแต่ละคนด้วยครับ ทั้ง 3 รุ่น สามารถไปลองขับได้ตลอดเวลาที่โชว์รูมของแต่ละยี่ห้อ

Credit by Mai ADME

แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ 05 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 16:20 น. )